วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สารอาหารแก้ความเครียด

เรื่องเครียดนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เราต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ ค้นหาสิ่งที่ทำให้เครียดให้พบและตัดมันทิ้งไปจึงจะเป็นการแก้ที่ถูกต้องและได้ผล ความเครียดจะเพิ่มภาระหนักให้แก่ร่างกายทุกส่วนทำให้มีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไวตามินซี และ กรดแพนโทเธนิค

ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบโต้ความเครียดทุกชนิดแบบเดียวกัน คือ ต่อมหมวกไต จะผลิตฮอร์โมน ออกมาหลายอย่าง เช่น คอร์ติโซน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยนำอาหารไปใช้ให้เพียงพอกับความเครียดที่เกิดขึ้น



ความเครียดเป็นอันตรายต่อร่างกายเกือบทุกระบบ แม้แต่ผู้หญิงมีครรภ์ที่มีอาการบวมถ้ายิ่งเครียดมากก็ยิ่งบวมมาก ถ้าได้สารอาหารเพียงพอ ความเครียดก็ทำลายร่างกายทุกส่วนได้น้อย แต่ถ้าอาหารไม่เพียงพอ ก็จะได้รับไวตามินไม่เพียงพอไปด้วย เมื่อขาดไวตามินที่จำเป็น เช่น ขาดไวตามิน เอม ไวตามิน บีหนึ่ง, บีสอง, บีหก, ไวตามินซี, ไวตามินอี, โคลีนและกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว ต่อมหมวกไตก็จะผลิตคอร์ติโซนไม่พอ ก็ยิ่งนำอาหารไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยยิ่งขึ้นก็ยิ่งเครียดหนักไปอีก

ฉะนั้นคนที่มีความเครียดมาก จึงควรกินสารอาหารให้ครบถ้วน นั่นก็คือ โปรทีน ไขมัน น้ำ แร่ธาตุ (เกลือแร่) และไวตามินต่างๆ โดยเฉพาะสารอาหารสองตัวหลัง ที่คนไทยเราในปัจจุบันขาดมากที่สุดคงจะเป็นเพราะเราไม่ได้พิถีพิถันหรือสนใจคุณค่าของไวตามินนั่นเอง

โภชนาการที่ดีหรือสารอาหารที่ครบถ้วนก็คงจะช่วยลดความเครียดและการปวดศีรษะในบางรายได้ โดยส่วนใหญ่สิ่งที่คนไทยขาดก็คงมีแต่ไวตามินและแร่ธาตุต่างๆเท่านั้น ถึงแม้ว่าในอาหารที่กินเข้าไปจะมีไวตามินอยู่บ้าง แต่ก็เป็นจำนวนน้อยและถูกทำลายไปกับวิธีปรุงอาหารเสียมาก ที่เหลืออยู่ก็คงจะไม่เพียงพอที่จะสู้กับสารพิษต่างๆที่เราได้รับเข้าไปทั้งทางปากและทางจมูก

มีรายงานทางวิชาการมากมากยกล่าวว่า อาการปวดศีรษะจะหายเมื่อได้ไวตามินและแร่ธาตุต่างๆ และที่ใช้กันมากที่สุดคือ ไวตามินบีหก, แคลเซี่ยม, ไวตามินซี, กรดแพนโทเธนิค, ไวตามีนอี, อาหารพวกเส้นใยต่างๆและโปรทีน แต่ที่จำเป็นที่สุดและขาดไม่ได้คือ การออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

เป็นหวัดคัดจมูกมีน้ำมูก – วิธีป้องกันและการรักษา

ไข้หวัดเป็นโรคที่คนปกติเป็นบ่อยมากพบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเล็กจะเป็นบ่อยกว่าผู้ใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุทำให้เป็นหวัด ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 200 ชนิด จะสลับผลัดกันมาทำให้เกิดไข้หวัดและอาการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ร่างกายของเราก็จะสร้างภูมิคุ้มกันหวัดชนิดต่างๆมากขึ้น การป่วยเป็นหวัดก็จะน้อยลงตามลำดับ



โรคไข้หวัดติดต่อกันง่าย เป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปี แต่มักจะเป็นช่วง หน้าหนาว และหน้าฝน เชื้อหวัดมีอยู่ใน น้ำลาย น้ำมูก ของผู้เป็นหวัด และจะติดต่อกันทาง ไอหรือจาม การหายใจรดกัน หรืออาจติดกันทางใช้สิ่งของ เช่น ดื่มน้ำแก้วเดียวกันกับผู้เป็นหวัด

คนเป็นไข้หวัด จะมีอาการ มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว คัดจมูก มีน้ำมูก เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ คอแห้ง เวลาไอบางครั้งเจ็บที่ลิ้นปี่ ในเด็กมีโอกาสที่จะมีไข้สูงและอาจถึงกับชักได้ ในทารกอาจท้องเดินหรืออาเจียนด้วย ถ้าเป็นนานเกิน 4-5 วัน น้ำมูกและเสลดอาจกลายเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ การอักเสบอาจลุกลาม จนกลายเป็น ทอนซิลอักเสบ, หูชั้นกลางอักเสบ, ไซนัสอักเสบ, ปอดอักเสบ, รวมทั้งหลอดลมอักเสบ อาจมีอาการชักจากการมีไข้ขึ้นสูงในเด็ก

การรักษาผู้ป่วยที่เป็นหวัด 

เนื่องจากเชื้อหวัดเป็นเชื้อไวรัส จึงไม่มีตัวยาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ แต่จะใช้ยารักษาตามลักษณะอาการที่เกิด โดยควรทำตัวดังนี้สำหรับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด

  1. รักษาร่างกายให้อบอุ่น สวมเสื้อผ้าหนาๆเมื่อมีอากาศเย็น พยายามอย่าถูกฝน และไม่อาบน้ำเย็นเมื่ออากาศหนาวจัด
  2. พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าตรากตรำทำงานมากเกินไป
  3. ควรกินอาหารอ่อนๆ ไม่ควรกินอาหารรสจัดเกินไป เช่น เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด หรืออาหารมัน ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  4. ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไปเพราะมีไข้ขึ้นสูง
  5. ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวเวลามีไข้ อย่าใช้น้ำเย็นเช็ด 

ยาที่ใช้รักษาตามอาการ

สำหรับผู้ใหญ่ 

1. ถ้ามีน้ำมูกไหลมาก ให้กินยาแก้แพ้ ใน 2-3วัน พออาการดีขึ้นให้หยุดยา ถ้ามีน้ำมูกไม่มากไม่จำเป็นต้องกินยา

2. ถ้ามีไข้ให้กินยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล

3. ถ้าไอมาก ให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆ หรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5ปี 

ถ้ามีน้ำมูกมาก ให้ใช้กระดาษทิชชูพันเป็นแท่ง สอดเข้าไปเช็ดน้ำมูก ถ้าไอก็ให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว และถ้ามีไข้ ก็ให้กินยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล แต่ปริมาณยาจะน้อยกว่าของผู้ใหญ่

ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ ยกเว้น สงสัยว่ามีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่นมีน้ำมูกสีเขียวหรือเหลือง ปวดหูและมีไข้เกิน 4วั

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

สูตรหน้าใสด้วยน้ำผึ้ง

ถ้าสาวๆคนใดสนใจที่จะดูแลสุขภาพและผิวพรรณรวมทั้งต้องการให้หน้าใสดูชุ่มชื้น เนียนใส ควรหาซื้อน้ำผิ้งแท้มาไว้ติดบ้านสัก 1 ขวด น้ำผึ้งมีคุณค่าต่อร่างกายอย่างมากมาย หากคุณจะรับประทานเพียงวันละ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือนำมาทำตามสูตรถนอมและบำรุงใบหน้า น้ำผึ้งจะช่วยลบริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าอย่างน่าอัศจรรย์ รอยย่นยับต่างๆจะดูเรียบเนียนขึ้น และผิวหน้าของคุณจะเต่งตึงสดใส ดูชุ่มชื้น ขาวผ่อง ใบหน้าใสขึ้น ควรถนอมผิวด้วยน้ำผึ้งทุกๆ 3-4วัน

ส่วนประกอบ 

  • น้ำผึ้งแท้ 2 ช้อนโต๊ะ 
  • อุปกรณ์ประกอบ 
  • หมวกคลุมผม และ โถเคลือบหรือภาชนะใดก็ได้ที่ทนไฟ


ขั้นตอนการบำรุงหน้าโดยใช้สูตรหน้าใสด้วยน้ำผึ้ง


  1. ล้างหน้าของคุณให้สะอาดสะอ้านโดยอาบด้วยน้ำอุ่น และใช้น้ำอุ่นล้างหน้า ชำระคราบไคลฝุ่นละอองบนใบหน้าของคุณให้สะอาดด้วยสบู่ หรือโฟมล้างหน้า 
  2. เมื่อทำความสะอาดใบหน้าจนรู้สึกสะอาดดีแล้ว ใช้ผ้าขนหนูซับหน้าให้แห้ง ใช้ที่คาดผม คาดผมไว้ให้เรียบร้อยเพื่อที่เส้นผมจะได้ไม่ตกลงมาปรกหน้า หรือจะใช้หมวกพลาสติกสำหรับอาบน้ำ คลุมเส้นผมไว้ให้เรียบร้อยเพื่อความสะดวก 
  3. นำน้ำผึ้งใส่ในโถเคลือบใบเล็กๆ หรือภาชนะใดก็ได้ที่สามารถทนไฟได้แล้วนำน้ำผึ้งไปอุ่นบนเตา ไม่ต้องให้ร้อนมาก เพียงแค่อุ่นๆ ก็ใช้ได้แล้ว 
  4. เช็ดมือของคุณให้สะอาดใช้ปลายนิ้วชี้ และนิ้วกลางแตะน้ำผึ้งทาบนใบหน้า โดยเริ่มที่หน้าผากเป็นจุดแรก ขณะทาให้ทั่วหน้าผาก ปลายนิ้ว ควรคลึงเคล้นเบาๆ ไปบนผิวหน้าผากด้วย 
  5. จากนั้นเริ่มที่ช่วงแก้มข้างซ้ายมาที่แก้มข้างขวา จุดต่อไปคือสันจมูกดเหนือริมฝีปากและมาที่บริเวณคางในที่สุด 
  6. ขณะที่ทาน้ำผึ้งไปทั่วๆใบหน้าของคุณนั้นอย่าลืมว่าปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางควรจะคลึงเคล้นเบาๆ นวดใบหน้าของคุณไปด้วย เมื่อทาน้ำผึ้งจนหมดแล้วนอนหลับตาสบายๆ นานประมาณ 40-50 นาที จึงค่อยล้างทำความสะอาดชำระล้างน้ำผึ้งออกจากใบหน้าด้วยน้ำอุ่น โฟมล้างหน้า หรือสบู่ให้สะอาดสะอ้าน

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

อาหารที่บำรุงเส้นผมสำหรับคนผมร่วงและผมบาง

อาหารที่บำรุงเส้นผมสำหรับคนผมร่วงและผมบาง: สาเหตุของผมร่วงมีด้วยกันหลายประการคือ

  1. ผมร่วงเพราะปฏิกิริยาตอบโต้ยารักษาโรค หรือการที่มีโรคภายในตัวซึ่งการทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ ในร่างกายเสื่อมลง
  2. หนังศีรษะติดเชื้อ เช่น เชื้อบักเตรี และเชื้อรา
  3. กรรมพันธุ์
  4. ผมและผิวหนังสัมผัสน้ำยาดัดผม ยากัดสีผม ยายัอมผม การอบผม การเซ็ตผม การยีผม 
อาหารบำรุงเส้นผม

ไวตามินและแร่ธาตุต่างๆจะช่วยให้เส้นผมทวีจำนวนมากขึ้น และมีเส้นผมที่สมบูรณ์ แต่การกินอาหารดัวกล่าวนั้นต้องสม่ำเสมอนับเป็นเวลานานปี

ไวตามินที่ช่วยขจัดขี้รังแค คือ ไวตามินบีทุกชนิด ไวตามินบี 6, บี 12, พาบา, ไบโอติน, และอินนอสซิทอล ยังสามารถรักษาโรคผิวหนังชนิดเอ็กซิม่า (eczema) อีกด้วย ขี้รังแคกับโรคผิวหนังชนิดนี้มีความสัมพันธ์กันอยู่อย่างใกล้ชิด

อาหารที่มีไวตามินบีมาก ได้แก่ บริวเวอร์สยิสต์, บริวเวอร์สยีสต์ คือ เชื้อเบียร์ มีทั้งชนิดผง และชนิดเม็ด ในบริวเวอร์สยีสต์มีไวตามินถึง 17 ชนิด กรด อะมิโน (สารที่ประกอบขึ้นเป็นโปรทีน) 16 ชนิด และแร่ธาตุสำคัญอีก 15 อย่าง รวมทั้งมีสังกะสี ซึ่งเป็นธาตุที่มีประโยชน์อย่างสูงต่อผิวหนังรวมทั้งเส้นผมด้วย

อาหารที่รักษาสีของเส้นผม

กรดแพนโทเธนิค ช่วยป้องกันผมหงอกเมื่อผสมไวตามินบีอื่นๆ อาหารที่มีกรดแพนโทเธนิคมากคือ แบล็คทรีเคิล ถั่วลิสง บริวเวอร์สยีสต์ นมผง ไต ตับ ไช่แดง วีทเยอร์ม ข้าวสาลีไม่ขัดขาว

กรดโฟลิค ช่วยให้ผมไม่เปลี่ยนสี รักษาโรคโลหิตจาง อาหารที่มีกรดโฟลิค ได้แก่ ยีสต์ ตับ

กรดพาราอะมิโนเบ็นโซอิค ป้องกันผมหงอก อาหารที่มีกรดนี้คือ ตับ รำข้าว บริวเวอร์สยีสต์ แบล็คทรีเคิล

การบำรุงรักษาผม ต้องรักษาความสะอาดไม่ให้มีขี้รังแคและสกปรก ใช้แปรงๆ ผมแรงๆ เพื่อปัดฝุ่นละอองสิ่งสกปรกต่างๆ ออกจากหนังศรีษะเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตใช้แชมพูชนิดอ่อนไม่มีด่างสระผม ถ้ารู้สึกว่าผมบางศีรษะล้าน อย่าใส่วิก หรือผมปลอมจะทำให้ผมร่วง

ผมที่สวยงามนั้นต้องเป็นเงางาม ไม่แห้งกรอบ การกินอาหารที่มีประโยชน์เท่านั้นจึงจะช่วยได้

คนที่ต้องการบำรุงรักษาเส้นผมควรกินอาหารประจำวันทีมีประโยชน์ต่อความเติบโตของเส้นผม ควรเลือกกินอย่างใดอย่างหนึ่ง และกินโดยสม่ำเสมอ

บริวเวอร์สยีสต์ เราอาจเติมบริวเวอร์สยีสต์ผงลงในนม น้ำมะเขือเทศ น้ำส้มคั้น น้ำสับปะรด หรือน้ำผลไม้อื่นใดก็ได้ ประมาณครึ่งลิตรต่อยีสต์ 4 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันดีแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นรับประทานได้หลายครั้ง
แบล็คทรีเคิล 2 ช้อนโต๊ะผสมนม หรือน้ำผลไม้ครึ่งแก้ว
โยเกิร์ท 2 ช้อนโต๊ะ ผสมนม 1 แก้ว อาหารเหล่านี้มีไวตามินทั้ง 3 ชนิด คือ กรดแพนโทเธนิค, กรดโฟลิค และกรดพารา อะมิโนเป็นโซอิค จะช่วยให้ผมหงอกให้กลับดำ และช่วยให้ศีรษะที่ล้านกลับมามีผมงอกขึ้นใหม่

ส่วนเครื่องดื่มที่หาง่าย และมีคุณค่าต่อสุขภาพของเส้นผมคือ น้ำสับปะรด 1 แก้ว ผสมไข่แดง 1 ฟอง ตีให้เข้ากันจะช่วยให้เส้นผมงามเป็นมัน

หวังว่าคำแนะนำนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ ได้มีเส้นผมที่มีสุขภาพดีและดกดำเป็นเงางามเพิ่มบุคลิกและความงามให้แก่ท่าน

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มาบำรุงผิวหน้าด้วยแครอทกันเถอะ

แครอทมีวิตะมินAอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ให้ประโยชน์ในการบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งหน้าทะนุถนอม เหมาะอย่างยิ่งในการฟื้นฟูใบหน้าที่หมองคล้ำจากการตากแดดตากลมเป็นอันมาก แครอทจะคืนความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าที่แห้งตึงและไม่มีน้ำมีนวลให้ดูสดใสและสดชื่น และดูดีน่าสัมผัส ควรบำรุงโดยใช้แครอทเป็นประจำทุกๆ 7 วัน



สูตรการบำรุงผิวที่เสียจากการตากแดดตากลมด้วยแครอท

แครอทสดๆ 4-5 หัว
กะละมังใบเล็กๆ, ชาม
หมวกคลุมผมสำหรับอาบน้ำ
ผ้าขนหนูเล็กๆ
เครื่องปั่นน้ำผลไม้และช้อนส้อม

ขั้นตอนการบำรุง

ล้างหน้าของคุณด้วยน้ำอุ่นโดยใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้า ถ้าจะบำรุงทั่วทั้งตัวต้องอาบน้ำชำระล้างให้ร่างกายสะอาดเสียก่อน

  1. ล้างแครอทให้สะอาดไม่ต้องปอกเปลือก แต่ต้องล้างให้สะอาดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยอาจใช้ช้อนขูด ส่วนที่สกปรกบนผิวเปลือกทิ้งออกไป
  2. ใช้มีดคมๆ หั่นแครอทเป็นแว่นๆ แล้วนำใส่เครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียดพอประมาณแต่ไม่ต้องปั่นจนเป็นน้ำหรือจนกลายเป็นครีม ถ้าไม่มีเครื่องปั่นให้ซอยๆหรือสับจนละเอียดค่อนข้างมากแล้วใช้ช้อนบี้และผสมน้ำลงไปในเนื้อสักเล็กน้อย
  3. นำน้ำแครอทนั้นมาทาให้ทั่วๆ บริเวณใบหน้าอย่าลืมคลุมศีรษะด้วยหมวกอาบน้ำ หรือใช้ที่คาดผมคาดเส้นผมให้เรียบร้อย ทาที่เรียวแขนทั้ง 2 ข้าง หรือจะบำรุงผิวพรรณที่ขาหรือทั่วทั้งตัวเลยก็ได้
  4.  พอกแครอทให้ทั่วๆและปล่อยทิ้งไว้นานประมาณ 20-15 นาทีแล้วค่อยล้างหน้าและทำความสะอาดส่วนที่ทาด้วยน้ำอุ่นกับสบู่ ถ้าคุณต้องการที่จะบำรุงผิวพรรณทั้งตัวที่แห้งกร้านให้มีความนุ่มนวลขึ้น คุณสามารถเพิ่มปริมาณแครอทได้ตามความพอใจ หรือจะใช้แต่เพียงบำรุงผิวหน้ากับช่วงแขนเท่านั้นก็สามารถที่จะทำได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อาหารที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

อาหารที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ: โรคหัวใจมี 4 ชนิด คือ โรคหัวใจที่พิการแต่กำเนิด, โรคหัวใจที่เนื่องจากเชื้อโรค เช่น รูมาติค ซิฟิลิส, โรคหัวใจที่เนื่องจากแรงดันเลือดสูง และโรคหัวใจที่เนื่องจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ ในที่นี้จะพูดถึง โรคหัวใจรูมาติค และโรคหัวใจที่เกิดจากการตีบตันของหลอดเลือด สาเหตุของโรคนี้เนื่องมาจาก การกินอาหารไม่ถูกต้อง (กินดีเกินไป), สูบบุหรี่จัด (และมักดื่มสุรามากด้วย), ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและมีความเครียดในจิตใจ เราควรกินอะไรบ้าง



1. กินอาหารมังสวิรัติ เช่น เมล็ดพืช ถั่วต่างๆ ผัก และผลไม้สด เมล็ดทานตะวัน งา มะม่วงหิมพานต์ น้ำมันเมล็ดนุ่น ลูกกระเจี๊ยบ มันฝรั่งและกล้วยมีโปแตสเซียมมาก ซึ่งสำคัญต่อการทำงานของหัวใจ กระเจี๊ยบทุกชนิดจะมียางลื่นๆ ยางนี้จะช่วยลดการเสียดสีในหลอดเลือด

2. กินเล็คซิติน เป็นสารซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้ไขมันเกาะกันเป็นก้อนในหลอดเลือด เพราะการเกาะกันเป็นก้อนในหลอดเลือดนั้นอาจไปอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้เป็นอันตรายอย่างรุนแรงได้ เล็คซิติน มีอยู่ในถั่วเหลือง ไข่แดง ตับ ฉะนั้นถ้าไม่อยากกินมังสวิรัติเต็มรูปก็อะลุ้มอล่วยกินนมและไข่ได้ ห้ามกินสิ่งต่อไปนี้
  • เกลือหรือของเค็มมากเกินไป 
  • อาหารที่ถูกขัดหรือฟอกจนขาว เช่น น้ำตาลทรายขาว ขนมปังขาว ให้กินน้ำตาลปึก น้ำตาลมะพร้าว ข้าวอนามัย เป็นต้น และห้ามกินไขมันที่ผลิตขึ้น เช่น มาการีน และคอฟฟี่เมท
  • ดื่มกาแฟมากๆวันละหลายๆแก้ว 

3. กินอาหารที่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด เช่น หัวหอม กระเทียม

วิธีกินเพื่อลดไขมันในเส้นเลือด

  • กินไขมันน้อยกว่าวันละ 50 กรัม และควรเป็นไขมันพืชประกอบด้วยอย่างน้อยสองในสามของทั้งหมด
  • รำข้าวช่วยลด โคเลสเตอรอล รำช้าวสาลีหรือวีทแบรนก็ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
  • ผลไม้ที่มีเปคตินมากได้แก่ แอปเปิล เปคตินจะช่วยกำจัดการดูดซึมไขมัน ฉะนั้นจะลดไขมันในเส้นเลือดได้
  • มะเขือ เช่น มะเขือพวง
  • โยเกิร์ต
  • ถั่วเหลือง มีเล็คซิธิน ซึ่งช่วยในการเคลื่อนย้ายโคเลสเตอรอล และช่วยขจัดไขมันและโคเลสเตอรอลจากเลือด ถั่วเหลืองที่หากินได้ง่ายที่สุดคือเต้าหู้ ซึ่งคงจะทราบกันดีอยู่แล้ว
  • ไวตามินบี3 หรือ ไนอาซิน
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น ไลโนเลอิคแอซิดช่วยละลายโคเลสเตอรอลได้ดี ถ้าได้รับไวตามินบี6 ร่วมด้วยก็จะช่วยเปลี่ยนให้เป็นโคเลสเตอรอลไลโนเลเอท ดังนั้น กรดไขมันไม่อิ่มตัว ก็ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
  • การออกกำลังกาย วันละ 30นาที ถึง 1ชั่วโมง ช่วยลดไขมันในเลือดได้แน่นอน
  • ต้องรักษาจิตใจไม่ให้มีความเครียด มีอารมณ์ดีอยู่เสมอ เพราะความเครียดทำให้เกิด cholesterol สูง

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การป้องกันบาดทะยัก

บาดทะยัก เป็นโรคที่ร้ายแรง เกิดจากการติดเชื้อบาดทะยัก ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อว่า คลอสตริเดียมเตตานิ ซึ่งเชื้อโรคนี้จะพบตามพื้นดิน หิน ทราย และในอุจจาระของสัตว์ต่างๆ เมื่อร่างกายมีบาดแผลที่เปื้อนด้วยเชื้อโรคชนิดนี้ และเป็นแผลลึก เมื่อเชื้อโรคนี้เข้าสู่ร่างกายจะปล่อยสารพิษซึ่งจะทำลายระบบประสาทของคนที่ติดเชื้อ ทำให้ทั่วร่างกายมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ



อาการของคนที่เป็นโรคบาดทะยัก

ในช่วงระยะแรกของการติดเชื้อ จะมีอาการขากรรไกรแข็ง ทำท่าเหมือนยิ้มแสยะ อ้าปากไม่ได้ กระสับกระส่าย กลืนอาหารลำบาก ถ้าทารกติดเชื้อนี้ จะมีอาการร้องไห้จ้า อ้าปากไม่ได้ และไม่ยอมดูดนม

กล้ามเนื้อทั่วไป เช่น แขนขา หน้าท้อง และหลัง เกิดหดตัวอย่างรุนแรง คอแข็ง และหลังแอ่น

ต่อมาผู้ป่วยจะชักกระตุกของกล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นพักๆ โดยเฉพาะเมื่อถูกเนื้อต้องตัวหรือถูกแสงสว่าง ผู้ติดเชื้อบาดทะยักจะรู้สึกตัวดี แต่จะรู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อเกิดอาการชักกระตุก เมื่อเกิดอาการชักกระตุก ผู้ป่วยอาจหายใจลำบาก และถึงตายได้ บางรายอาจเกิดอาการขาดอาหารเพราะกลืนอาหารไม่ได้ ถ่ายปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อหูรูดเกิดการแข็งตัว

ถ้าผู้ป่วยรักษาตั้งแต่ระยะแรกที่เริ่มเป็น มีโอกาสหายได้ แต่ถ้าไม่รีบรักษาปล่อยไว้จนมีอาการรุนแรงแล้ว มีโอกาสอย่างมากที่จะตาย โดยปกติ ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดตายจากโรคนี้ประมาณ 50%

การป้องกันโรคบาดทะยัก

  1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก คอตีบ และไอกรน เมื่อทารกอายุ 2 เดือน และควรฉีดกระตุ้นทุกๆ 10 ปี
  2. หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เคยฉีดยาป้องกันบาดทะยักมาก่อนเลย ควรฉีดเพื่อป้องกันบาดทะยักรวม 3 ครั้ง 
  3. เมื่อมีบาดแผลจากการถูกหนามตำ ตะปูตำ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก สัตว์กัด หรือบาดแผลสกปรกใดๆ ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและฟอกสบู่ทันทีหรือเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้
  4. สำหรับผู้มีบาดแผลสกปรกหรือขนาดใหญ่ แล้วไม่เคยฉีดยาป้องกันบาดทะยักมาก่อนเลย ควรรับการฉีดอิมมูนโกลบูลินเพื่อป้อนกันพิษบาดทะยัก หรือ เซรุ่มแก้พิษบาดทะยัก สำหรับผู้ที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ควรฉีดซ้ำเพื่อกระตุ้นอีก 1 ครั้ง แต่ถ้าก่อนหน้านี้เคยฉีดวัคซีนป้องกันมาไม่เกิน 5 ปี ไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นอีก