วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555

โรคเบาหวาน – อาการและสาเหตุของโรค

โรคเบาหวานในประชากรทั่วไปมีคนเป็นโรคนี้ ประมาณ 1.5% พบได้ในทุกวัยแต่จะพบมากในผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 40ปีขึ้นไป ผู้หญิงที่มีลูกมากและคนอ้วน มีโอกาสสูงที่จะเป็นเบาหวาน เบาหวาน แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะอาการ ความรุนแรง การรักษาที่ต่างกัน และสาเหตุ



เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน เป็นประเภทที่พบไม่บ่อย แต่อันตรายและความรุนแรงของอาการสูง มักพบในคนที่อายุต่ำกว่า 25ปีและในเด็ก ตับอ่อนของผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานชนิดนี้แทบจะสร้างอินซูลินไม่ได้เลย เนื่องเพราะความผิดปกติจากทางกรรมพันธุ์ หรือได้รับสารผิด ร่วมกับการติดเชื้อ เกิดโรคภูมิต้านตัวเอง ทำให้ร่างกายผู้ป่วยสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านและทำลายตับอ่อนจนสร้างอินซูลินไม่ได้

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดนี้ต้องฉีดอินซูลินเข้าทดแทนส่วนที่สร้างไม่ได้ทุกวัน เพื่อที่จะเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ ถ้าไม่ฉีดอินซูลินเข้าร่างกายแล้ว จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันแทนน้ำตาล ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ป่วยผ่ายผอมลงอย่างรวดเร็ว

ถ้าเป็นโรคนี้อย่างแรง จะมีการคั่งของสารคีโตน ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นมาจากการเผาผลาญไขมัน ซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะคั่งสารคีโตน ซึ่งผู้ป่วยจะหมดสติถึงตายอย่างรวดเร็ว

เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน เป็นเบาหวานที่พบในคนที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่ ซึ่งมักจะมีความรุนแรงน้อยกว่าประเภทแรก มีโอกาสสูที่จะพบในคนวัย 40 ปีขึ้นไป ตับอ่อนของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดนี้ ยังพอสร้างอินซูลินได้ แต่ได้ปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้เผาผลาญน้ำตาลได้ไม่หมด กลายเป็นโรคเบาหวานได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดนี้ยังอาจแบ่งเป็น พวกคนที่อ้วนมาก และ ที่ไม่อ้วน สาเหตุคาดว่าเกิดจากกรรมพันธุ์ อ้วนมากเกินไป มีลูกมาก หรือจากการใช้ยา ผู้ป่วยมักไม่ค่อยเกิดภาวะคีโตซิส การควบคุมอาหารและใช้ยาชนิดกิน ก็เพียงพอต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ หรืออาจต้องฉีดอินซูลินบ้างเป็นครั้งคราว

สาเหตุของโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเกิดจาก ตับอ่อนของผู้ป่วยสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้งานของร่างกายหรือผลิตไม่ได้เลย ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลออกมาเป็นพลังงาน เมื่อปริมาณอินซูลินไม่เพียงพอ น้ำตาลก็ไม่ถูกเผาผลาญไปใช้ จึงเกิดการสะสมและคั่งของน้ำตาลในเลือดและในอวัยวะส่วนต่างๆ เมื่อคั่งมากๆเข้า ไตก็จะกรองออกมากับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะที่ออกมาหวาน หรือมีมดมาขึ้นได้ เมื่อผู้ป่วยปัสสาวะออกมา ที่เรียกกันว่า เบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานปกติจะปัสสาวะบ่อยมาก เนื่องเพราะน้ำตาลที่ออกมาทางไตดึงเอาน้ำออกมาด้วย ทำให้ปัสสาวะมาก ทำให้ผู้ป่วยกระหายน้ำต้องดื่มน้ำบ่อย และเนื่องเพราะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลออกมาเป็นพลังงานได้จึงต้องใช้พลังงานจากไขมันแทนจึงทำให้ ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อลีบ และไม่มีแรง

โรคเบาหวานนี้เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ นั่นคือถ้ามีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน เช่นพ่อแม่เป็นเบาหวาน ลูกก็มีโอกาสเป็นเบาหวานด้วย อาจมีสาเหตุอื่นเช่น อ้วนมากเกินไปเพราะกันของหวานมากจนอ้วน ก็อาจเป็นเบาหวานได้ หรืออาจเป็นเบาหวานจากการใช้ยาพวก สเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆเช่น ตับแข็งระยะสุดท้าย ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไข้หวัดใหญ่ – อาการ สาเหตุและการป้องกัน

ไข้หวัดใหญ่พบมากในทุกเพศทุกวัย แต่จะเป็นกันบ่อยในฤดูฝน โดยปกติเมื่อผู้ใหญ่ที่มีไข้สูงเกิน 2-3วัน โดยไม่มีอาการอื่นอย่างชัดเจน แพทย์มักจะวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่ก็ได้

ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อ ไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งเชื้อนี้มีมากในน้ำลาย น้ำมูก และเสมหะของผู้ป่วย สามารถติดต่อกับผู้อื่นได้โดย การ ไอ หรือ จาม หรือสัมผัสถูกสิ่งของที่ผู้ป่วยใช้หรือมีเชื้อแปดเปื้อน



อาการของไข้หวัดใหญ่ 

ไข้หวัดใหญ่มีระยะฟักตัว 1-4 วัน ไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการคือ จะมีไข้ขึ้นสูงแบบทันทีทันใด ไข้ 38.5 – 40 องศาเซลเซียส หนาวๆร้อนๆ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คัดจมูก ไอแห้งๆ มีน้ำมูกใส และ คอแดงหรืออาจไม่แดง และไม่พบความผิดปกติอย่างอื่น มีอาการเจ็บคอ ไข้มักเป็นประมาณ 2-4วัน แล้วจะค่อยๆลดลง มีอาการไอ และอ่อนเพลีย 1-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการวิงเวียน เนื่องจากอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นในเกิดการอักเสบ และมักจะหายไปใน 3-5 วัน ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดอักเสบ ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงมักเกิดกับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก คนที่สูบบุหรี่จัด หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง บางครั้งอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยๆคือ หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ และหลอดลมอักเสบ

การรักษาและดูแลผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่ 

  • โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง ให้ดูแลตามอาการที่เกิดขึ้น ดื่มน้ำมากๆ ให้อาบน้ำอุ่น อย่าอาบน้ำเย็น ส่วนมากถ้าดูแลร่างกายให้แข็งแรงขึ้น จะหายเอง ใน 3-5 วัน ให้พักผ่อนให้เพียงพอ ถ้านอนน้อย หรือทำงานหนักเกินไป อาจหายช้าหรือมีโรคแทรกซ้อนได้
  • ถ้ามีไข้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น เช็ดตาเนื้อตัว ให้กินอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้มหรือโจ๊ก ดื่มน้ำอุ่นมากๆ
  • ถ้าไอให้จิบน้ำอุ่นหรือน้ำผึ้งผสมมะนาว หรืออาจจิบยาแก้ไอก็ได้ สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี 
  • ไม่ควรให้กินยาแอสไพรินในการลดไข้ เพราะมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคเรย์ซินโดรมเพิ่มขี้นได้ ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ เว้นแต่มีน้ำมูกสีเหลืองหรือเขียว เพราะมีการแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย หรือ เป็นไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือ หูชั้นกลางอักเสบ ถ้ามีอาการหอบ อาจเป็นปอดอักเสบ โดยเฉพาะเด็กหรือ ผู้สูงอายุ 
  • ให้ส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ถ้ามีไข้เกินกว่า 7 วัน มีโอกาสที่จะไม่ใช่โรคไข้หวัดใหญ่มาก แต่อาจเป็นโรคอื่นเช่น มาลาเรีย ไทฟอยด์ วัณโรคปอด 
  • ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา จะมีอาการคล้ายกันมาก แต่ไข้หวัดใหญ่จะมีไข้สูงและปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว แต่การดูแลรักษาเหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

การป้องกันต้อกระจกในผู้สูงอายุ

ต้อกระจกเป็นภาวะที่เลนส์แก้วตาเกิดขุ่นขาว ทำให้บดบังการมองเห็น ผู้ป่วยจะมีอาการมากหรือน้อย ขึ้นกับระดับความขุ่นและตำแหน่งที่เป็น ต้อกระจกในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เกิดจากการเสื่อมของร่างกายเช่นเดียวกับการเสื่อมของผิวหนังหรือสีของผม ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจะเกิดต้อกระจกได้เร็วกว่าคนปกติ การหยอดยาหรือกินยาที่มีสารประกอบของสตีรอยด์ก็จะเกิดต้อกระจกได้ สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องทำงาน หรือต้องสัมผัสแสงแดดดควรใส่แว่นตากรองแสงเพื่อป้องกันแสง อัลตราไวโอเลตซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของต้อกระจก

การป้องกันและชะลอให้เกิดต้อกระจกช้าลง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การบำรุงร่างกายให้แข็งแรงกินอาหารที่เป็นประโยชน์มีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และควรออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ



คนเป็นต้อกระจกมีอาการอะไรบ้าง ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร


อาการของผู้เป็นต้อกระจก ในระยะเริ่มแรกจะมีอาการตามัวเหมือนฝ้าบางๆ มาบังสายตา อาการตามัวจะเพิ่มขึ้นช้าๆ ไม่มีอาการเจ็บปวดตาจะมัวมากเมื่ออยู่ในที่แสงจ้า ต่อเมื่อเข้าในที่แสงสลัวการเห็นจะเห็นชัดขึ้น บางรายอาจมองเห็นภาพซ้อนได้ ในรายที่เป็นมานานและมากจนเลนส์ตาขุ่นขาวทั้งหมดที่คนทั่วไปเรียกว่า ต้อกระจกสุก เมื่อส่องไฟไปที่รูม่านตาจะเห็นเป็นสีขาวขุ่น ต้อกระจกในระยะนี้ถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดเอาต้อกระจกออก อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ต้อหิน เลนส์แก้วตา อาจหลุดและตาลงในช่องวุ้นตาถ้ารักษาไม่ทันอาจสูญเสียสายตาได้

ผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกควรมาพบแพทย์เป็นระยะทุก 3-6 เดือน ถ้าเลนส์ตาขุ่นมากจนถึงขั้นสมควรผ่าตัด แพทย์จะแนะนำให้เตรียมตัวเพื่อมารับการผ่าตัด

การรักษาต้อกระจกมีกี่วิธี อะไรบ้าง

การรักษาต้อกระจกมีประการเดียวคือการผ่าตัดเลนส์ตาที่ขุ่นออกแล้วใส่เลนส์ใหม่แทน เลนส์ที่ใส่หลังผ่าตัดต้อกระจกมีหลายแบบ เช่น ใส่เลนส์แก้วตาเทียมฝังเข้าไปแทนที่เลนส์เดิม นอกจากนั้นอาจใช้แว่นตาหรือใช้เลนส์สัมผัส วิธีที่นิยมและได้ผลดีที่สุดคือใช้เลนส์แก้วตาเทียมใส่แทนที่เลนส์ต้อกระจกที่ลอกออก เนื่องจากทำให้สามารถมองภาพได้ชัดเจนและคล้ายธรรมชาติมากที่สุด แต่ถ้าจะต้องการอ่านหนังสือหรือมองใกล้ๆ ต้องใช้แว่นตาช่วย

ในปัจจุบัน มีวิวัฒนาการของเครื่องมือเครื่องใช้ ที่ทำให้ผลการผ่าตัดมีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นหลังผ่าตัดผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนพักในโรงพยาบาลและสามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจนหลังผ่าตัดเพียง 2-3 วันเท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข้อเสื่อมในผู้สูงอายุ

ข้อเสื่อม พบมากในคนที่มีอายุมากเกิน 40 ปีเป็นต้นไป หรือในวัยที่ผู้หญิงหมดประจำเดือน พบโรคนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 3 เท่า เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่อาจมีอันตรายจากการกินยาสเตอรอยด์ หรือกินยาแก้ปวดข้อมากเกินไป



สาเหตุของข้อเสื่อมเกิดจาก เป็นไปตามวัย ข้อมีอาการบาดเจ็บหรือรับน้ำหนักมากเกินไป มีหินปูนเกาะที่ข้อ และกระดูกงอขรุขระ เวลาร่างกายเคลื่อนไหวจึงเกิดการปวดในข้อ อาจมีสาเหตุจาก อาชีพที่ต้องใช้ข้อมาก เช่นอาชีพที่ต้องยืนเวลานานต่อเนื่องกัน อ้วนทำให้ใช้ข้อในการรับน้ำหนักมาก หรือ อายุมากที่มากขึ้น

ส่วนของข้อที่พบบ่อยคือ ข้อที่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น ข้อกระดูกสันหลัง ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อกระดูกคอ ข้อกระดูกสันหลัง เป็นต้น

ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมในผู้สูงอายุจะมีอาการปวดในข้อ เช่น ปวดหลัง ปวดต้นคอ หรือปวดเข่า เรื้อรังเป็นเดือนหรือเป็นปี ผู้ป่วยที่ปวดที่ข้อมักจะปวดตอนกลางคืน หรือตอนอากาศเย็น คนที่ปวดที่ข้อเข่า มักจะปวดมากตอนที่เปลี่ยนจากท่านั่งไปเป็นท่ายืน หรือ ตอนนั่งคุกเข่า หรือ ขัดสมาธินานๆ และตอนยกของหนัก หรือเดินขึ้นบันไดหลายๆชั้น ข้อที่ปวดปกติจะไม่บวมแดง แต่ถ้าปวดมากอาจบวมแดงได้และมีน้ำขังอยู่ในข้อ เมื่อจับข้อเข่าโยกไปมา จะมีเสียงดังกรอบแกรบๆ ถ้าเป็นมากอาจทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก

การรักษาอาการปวดในข้อ

  • ถ้ามีอาการปวด ให้หยุดพักข้อที่ปวดอยู่นั้น เช่น หยุดเดิน หรือยืน ให้ใช้น้ำร้อนประคล และสามารถกินยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ในบางครั้ง
  • พยายามอย่าทำสิ่งที่จะทำให้ปวดข้อมากขึ้น เช่น ห้ามหาบน้ำหรือยกของหนัก ห้ามนั่งคุกเข่า หรือ ยืนนานเกินไป พยายามนั่งเหยียดเข่าให้ตรง เลี่ยงการขึ้นบันไดหลายชั้น ถ้าอ้วนหรือมีน้ำหนักมากให้ลดน้ำหนัก • บริหารกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวให้แข็งแรงอยู่เสมอ เช่น ถ้าปวดเข่าก็ให้บริหารกล้ามเนื้อต้นขาส่วนหน้าให้แข็งแรงอยู่เสมอ
  • โดยการฝึกกล้ามเนื้อต้องทำตอนที่ไม่มีอาการปวดหรืออาการปวดทุเลาไปแล้ว ช่วงแรกฝึกวันละ 2-3 ครั้ง ประมาณครั้งละ 5-10นาที จนรู้สึกกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น จึงเพิ่มปริมาณการฝึกเป็นวันละ 3-5 ครั้ง
  • ถ้าอาการปวดยังเป็นอยู่ไม่ทุเลาลงใน 3-4 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด 
ภาวะข้อเสื่อมปกติจะไม่หายขาดและปวดเรื้อรัง บางคนเคลื่อนไหวไม่สะดวก จึงควร ฝึกบริหารกล้ามเนื้อรอบๆข้อที่ปวดให้แข็งแรงอยู่เป็นประจำจะช่วยลดการปวดได้ ถ้ากินยาแก้ปวดควรกิน พาราเซตามอล แต่ไม่ควรกินบ่อย และไม่ควรซื้อยาแก้ปวดเส้น หรือยาลูกกลอนมากินเอง เพราะอาจมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ เช่น กระเพาะอาหารทะลุ เลือดออกในกระเพาะอาหาร กระดูกผุ เป็นต้น

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โรคเสียการทรงตัวในผู้สูงอายุ

โรคหลายๆอย่างในผู้สูงอายุ หรือโรคที่เป็นมาแต่วัยหนุ่มสาวอาจทำให้มีการเสียการทรงตัวได้มาก หรือเสื่อมเร็วขึ้น ได้แก่

  • โรคเบาหวาน จะทำให้เกิดการเสื่อมของร่างกายโดยทั่วไปรวมทั้งระบบประสาทโดยรวม
  • โรคความดันโลหิตสูง การมีความดันโลหิตสูงนั้นหลอดเลือดแข็งตัวอาจมีอาการทางหัวใจด้วย ทำให้การไหลเวียนกระแสโลหิตไปหูชั้นในส่วนการทรงตัวบกพร่อง รวมทั้งการบกพร่องของกระแสโลหิตไปสู่สมองส่วนกลางที่ประมวลข้อมูลการทรงตัว ทำให้ผู้นั้นเกิดอาการวูบ หน้ามืดหรือเวียนหัวบ้านหมุน ตาลายได้
  • โรคไตวาย มีของเสียคั่งค้างในร่างกาย จะมีผลถึงปลายประสาทในหูชั้นใน เพราะหูชั้นในมีน้ำเลือดเป็นน้ำเหลืองหล่อเลี้ยงประสาททรงตัว ทำให้การได้ยินและการทรงตัวเสื่อมได้
  • โรคหัวใจ จะทำให้การบีบตัวของหัวใจ เพื่อผลักดันเลือดให้เกิดการไหลเวียนกระแสโลหิตไปทั่วร่างกายไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆบกพร่องอวัยวะปลายทาง ได้แก่หูชั้นในและสมองก็จะเสื่อมเร็วลงด้วย 
  • โรคไขข้อเสื่อมหรือข้อเสื่อม ข้อต่อต่างๆของร่างกายเป็นกลไกสำคัญในการเคลื่อนไหว ข้อต่อเหล่านั้น มีน้ำหล่อลื่นและมีกล้ามเนื้อและเอ็นช่วยยืด ช่วยหด เพื่อการใช้งาน ถ้าไขข้อเสื่อม กระดูกข้อเสื่อม กล้ามเนื้อและเอ็นเสื่อม การทำงานก็จะบกพร่องและการเคลื่อนไหวทรงตัว จะเป็นไปได้อย่างลำบาก
  • โรคกระดูกเสื่อมหรือกระดูกงอก ที่สำคัญคือกระดูกข้อต่อส่วนคอ เนื่องจากหลอดเลือดจากหัวใจไปสู่สมอง โดยทอดไปตามรูเปิดของกระดูกคอ ดังนั้นถ้ากระดูกเสื่อม กระดูกงอก อาจกดทับหลอดเลือดทำให้เลือดไหลไปหูชั้นในและสมองไม่สะดวก และอาจเกิดอาการวูบ หน้ามืด ตาลาย เวลาหันหรือแหงนคอ หรือเงยศีรษะ
  • โรคของต่อมไร้ท่อ เช่นโรคธัยรอยด์ มีฮอร์โมนธัยรอยด์ต่ำหรือสูงเกินไป จะมีผลต่อหูชั้นในได้ • โรคของหู เช่นหูน้ำหนวก โรคหูชั้นในที่ชาวบ้านเรียกน้ำในหูไม่เท่ากัน

ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าผู้สูงอายุเสียการทรงตัวเพราะเหตุใด


การระบุว่าผู้เสียอายุเสียการทรงตัวเพราะเหตุใดนั้น จำเป็นต้องตรวจค้นหาสาเหตุ แพทย์ต้องตรวจหลายๆอย่างประกอบกัน ได้แก่

  1. ประวัติ การเจ็บป่วยที่ผ่านมาและกำลังเป็นอยู่
  2. ตรวจวัดความดันโลหิต และอาจต้องตรวจหัวใจด้วย
  3. ตรวจการทรงตัว อาจทำให้หลายวิธีตั้งแต่ การยืน การเดิน การตรวจโดยใช้เครื่องมือพิเศษตรวจ แยกการเสื่อมทางการเห็น การเสื่อมของข้อต่อ การเสื่อมของหูชั้นในและสมอง เพื่อรู้สาเหตุสำคัญเพราะผู้สูงอายุมักจะเสียการทรงตัวจากหลายๆสาเหตุประกอบกัน
  4. ตรวจเคมีเลือด เพื่อหาความผิดปกติ ได้แก่ น้ำตาลสูง ไขมันสูง ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุสำคัญของการบกพร่องของการไหลของกระแสโลหิต
  5. การตรวจหูและการได้ยิน มีความสำคัญเพื่อแยกสาเหตุจากโรคหู เพื่อการรักษาที่แตกต่างออกไป
  6. การตรวจคลื่นสมอง วัดการทำงานของศูนย์ได้ยิน ศูนย์ทรงตัวในสมอง จะสามารถแยกโรคของหูชั้นใน โรคเนื้องอกของประสาททรงตัวและโรคศูนย์ในก้านสมองเสื่อมได้
  7. ตรวจการไหลของโลหิตไปสมอง โดยใช้ระบบอัลตราซาวนด์เปรียบเทียบความเร็วและความดันของกระแสโลหิตไปสมองทั้งซีกซ้ายและขวา

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข้อเท้าเคล็ด ข้อเท้าแพลง และเส้นเอ็นอักเสบ

ข้อเท้าเคล็ดและข้อเท้าแพลง ส่วนใหญ่เกิดจาก การเดินสะดุด หรือ หกล้ม เดินพลาด ข้อเท้าพลิก หรือบิดงอเพราะสะดุดสิ่งของ ทำให้ กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นที่ยึดอยู่รอบๆข้อเท้ามีการฉีกขาด เนื่องจาก การถูกกระแทก บิด หรือหกล้ม รวมทั้งการยกของหนักเกินไป



คนที่ข้อเท้าเคล็ดจะมีอาการที่ข้อเท้าจะปวดมาก โดยจะเจ็บมากขึ้นถ้าเคลื่อนไหวข้อเท้า หรือถ้าใช้นิ้วกดบริเวณข้อเท้าจะปวดมาก ควรไปพบแพทย์ทันทีที่เกิดอาการข้อเท้าเคล็ดหรือแพลง เพราะอาจต้องเอ็กซเรย์ข้อเท้า หรือจำเป็นต้องเจาะเอาหนองตรงข้อเท้าออกไปย้อมและเพาะหาเชื้อและให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อตามเชื้อที่ตรวจพบ และอาจจำเป็นต้องเจาะหนองออกบ่อยๆด้วย

แพทย์อาจเข้าเฝีอกเพื่อไม่ให้ข้อเท้าเคลื่อนไหว ผู้ป่วยจำเป็นต้องนอนพักโดย ยกข้อเท้าให้สูงไว้ และเมื่ออาการอักเสบเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องบริหารข้อเท้าเพื่อป้องกันข้อเท้าแข็ง เมื่อกินยาปฏิชีวนะได้ถูกต้อง ผู้ป่วยจะหายและดีขึ้น ใน 7-10 วัน แต่ถ้ารักษาไม่ถูกวิธีอาจพิการได้

การปฐมพยาบาลและรักษา

หลังได้รับบาดเจ็บจากข้อเท้าแพลง ให้ประคบด้วยน้ำเย็นหรือน้ำแข็งในทันที อาจแช่เท้าที่แพลงในน้ำเย็น เพื่อลดอาการปวดบวม ทำทุก 3-4 ชั่วโมง ในช่วง 2 วันแรก แต่หลังจาก 2 วันไปแล้ว ให้แช่น้ำอุ่นจัดๆ ครั้งละ 15-30 นาที วันละ 2-3ครั้ง และใช้ยาหม่องนวด เพื่อลดอาการอักเสบ

  • ให้ใช้ผ้าพันแผลชนิดยืดพันพอประมาณไม่แน่นจนเกินไป แล้วยกข้อเท้าที่แพลงให้สูง เวลานอนให้ใช้หมอนรองเท้าให้สูง 
  • ผู้ป่วยควรพักจนกว่าอาการปวดจะดีขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวัน แล้วค่อยๆเคลื่อนไหวข้อเท้าให้คืนสู่สภาวะปกติ 
  • ถ้าปวดข้อเท้ามากให้กินยาแก้ปวด ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ ให้ไปพบแพทย์ ซึ่งอาจต้องเอ็กซเรย์ว่ากระดูกหักหรือไม่
เส้นเอ็นอักเสบ 

ปกติจะพบว่า การอักเสบของเส็นเอ็นมีสาเหตุจากการทำงานหนักหรือได้รับบาดเจ็บ โดยจะมีอาการปวดที่เส้นเอ็นที่เกิดการอักเสบ โดยเฉพาะเมื่อเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เส้นเอ็นดึงรั้งและถูกยึด และอาการนี้จะเป็นอยู่นานหลายสัปดาห์ บางทีนานเป็นเดือน

การรักษาและปฐมพยาบาล

  1. หยุดพักการใช้ส่วนที่อักเสบ ให้ใช้น้ำอุ่นจัดๆประคบ ทานวดด้วยยาหม่อง แล้วใช้ผ้าพันแผลแบบยืดพันพอประมาณ เมื่ออาการปวดดีขึ้น ให้ค่อยๆบริหารส่วนที่อักเสบนั้นให้กลับเป็นปกติ
  2. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ แนะนำให้ไปพบแพทย์ ซึ่งอาจจำเป็นต้องเอ็กซเรย์ อาจมีการตรวจพบแคลเซียมหรือหินปูนมาเกาะที่เส้นเอ็น

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สารอาหารแก้ความเครียด

เรื่องเครียดนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เราต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ ค้นหาสิ่งที่ทำให้เครียดให้พบและตัดมันทิ้งไปจึงจะเป็นการแก้ที่ถูกต้องและได้ผล ความเครียดจะเพิ่มภาระหนักให้แก่ร่างกายทุกส่วนทำให้มีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไวตามินซี และ กรดแพนโทเธนิค

ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบโต้ความเครียดทุกชนิดแบบเดียวกัน คือ ต่อมหมวกไต จะผลิตฮอร์โมน ออกมาหลายอย่าง เช่น คอร์ติโซน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยนำอาหารไปใช้ให้เพียงพอกับความเครียดที่เกิดขึ้น



ความเครียดเป็นอันตรายต่อร่างกายเกือบทุกระบบ แม้แต่ผู้หญิงมีครรภ์ที่มีอาการบวมถ้ายิ่งเครียดมากก็ยิ่งบวมมาก ถ้าได้สารอาหารเพียงพอ ความเครียดก็ทำลายร่างกายทุกส่วนได้น้อย แต่ถ้าอาหารไม่เพียงพอ ก็จะได้รับไวตามินไม่เพียงพอไปด้วย เมื่อขาดไวตามินที่จำเป็น เช่น ขาดไวตามิน เอม ไวตามิน บีหนึ่ง, บีสอง, บีหก, ไวตามินซี, ไวตามินอี, โคลีนและกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว ต่อมหมวกไตก็จะผลิตคอร์ติโซนไม่พอ ก็ยิ่งนำอาหารไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยยิ่งขึ้นก็ยิ่งเครียดหนักไปอีก

ฉะนั้นคนที่มีความเครียดมาก จึงควรกินสารอาหารให้ครบถ้วน นั่นก็คือ โปรทีน ไขมัน น้ำ แร่ธาตุ (เกลือแร่) และไวตามินต่างๆ โดยเฉพาะสารอาหารสองตัวหลัง ที่คนไทยเราในปัจจุบันขาดมากที่สุดคงจะเป็นเพราะเราไม่ได้พิถีพิถันหรือสนใจคุณค่าของไวตามินนั่นเอง

โภชนาการที่ดีหรือสารอาหารที่ครบถ้วนก็คงจะช่วยลดความเครียดและการปวดศีรษะในบางรายได้ โดยส่วนใหญ่สิ่งที่คนไทยขาดก็คงมีแต่ไวตามินและแร่ธาตุต่างๆเท่านั้น ถึงแม้ว่าในอาหารที่กินเข้าไปจะมีไวตามินอยู่บ้าง แต่ก็เป็นจำนวนน้อยและถูกทำลายไปกับวิธีปรุงอาหารเสียมาก ที่เหลืออยู่ก็คงจะไม่เพียงพอที่จะสู้กับสารพิษต่างๆที่เราได้รับเข้าไปทั้งทางปากและทางจมูก

มีรายงานทางวิชาการมากมากยกล่าวว่า อาการปวดศีรษะจะหายเมื่อได้ไวตามินและแร่ธาตุต่างๆ และที่ใช้กันมากที่สุดคือ ไวตามินบีหก, แคลเซี่ยม, ไวตามินซี, กรดแพนโทเธนิค, ไวตามีนอี, อาหารพวกเส้นใยต่างๆและโปรทีน แต่ที่จำเป็นที่สุดและขาดไม่ได้คือ การออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน